“เพราะชีวิตขาดหวานไม่ได้” รสชาติที่ทำให้คนไทยเสี่ยงต่อการเกิดโรคมากที่สุด

รสหวานเป็นรสที่นำโรคมาสู่ประชากรชาวไทยมากที่สุด ซึ่งไม่ใช่แค่ประเทศไทยเท่านั้นนะคะ ทุกประเทศที่มีการสำหรวจว่าประชากรมีการรับประทานรสหวานจัดจะมีจำนวนประชากรเป็นโรคเบาหวานอยู่จำนวนมาก

ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณะสุข มีการสำรวจพบว่าประชากรไทยมีการบริโภคน้ำตาลเฉลี่ย คนละ 30 กิโลกรัมต่อปี ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานของโลก 3 เท่า ใน 1 วันเราไม่ควรรับประทานน้ำตาล 6 – 8 ช้อนชา หรือประมาณ 10 กิโลกรัมต่อปีเท่านั้น

การรับประทานหวานจัดส่งผลอย่างไรกับสุขภาพ

การรับประทานน้ำตาลสูงเกินไปจะทำให้เกิดโรคน่ากลัวที่หากเกิดแล้วจะเป็นไปได้ยากมากที่จะทำให้ร่างกายกลับมาเป็นปกติ โดยเฉพาะโรคเบาหวานที่เกิดขึ้นได้ง่าย ๆ เลยกับผู้ที่บริโภคน้ำตาลสูงเกินไปเป็นระยะเวลานาน

ภาพน้ำตาลหลากหลายแบบโดย Ulrike Leone จาก Pixabay

นอกจากโรคเบาหวานและโรคอ้วนแล้ว การรับประทานน้ำตาลในปริมาณที่สูงเกินไปติดต่อกันเป็นระยะเวลานานก็จะส่งผลให้เกิดไขมันภายในช่องท้องมากขึ้นและเกิดการอักเสบเรื้อรังที่สูงขึ้น ส่งผลให้เกิดโรคความดันและโรคหลอดเลือดอีกด้วย ซึ่งหากความอ่อนแอที่เกิดขึ้นกับร่างกายของเราอยู่ที่สมอง อย่างเช่นหลอดเลือดในสมองแตก การลดความหวานในแต่ละวันลงก็ดีกว่าการรักษาในวันที่เกิดเหตุร้ายนั้นแน่นอนค่ะ

คำแนะนำเพื่อการมีสุขภาพที่ดี

การใช้ชีวิตง่าย ๆ เพียง 5 ข้อนี้ก็จะทำให้ชีวิตของคุณผู้รักสุขภาพหลายท่านห่างใกลโรคแล้วล่ะค่ะ เพียงเรา ออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่พอดี จัดการอารมณ์ให้สมดุล

ออกกำลังกาย

การออกกำลังกายเป็นข้อปฏิบัติพื้นฐานที่ทุกคนควรจะทำเป็นประจำทุกวันเพื่อการมีสุขภาพที่ดีนะคะ ซึ่งในแต่ละวันเราควรออกกำลังกายไม่น้อยกว่าวันละ 30 นาที

https://pixabay.com/photos/4333580/

ก่อนการออกกำลังกาย 1 ชั่วโมงไม่ควรรับประทานอะไรนอกจากน้ำเปล่านะคะ เพื่อให้ร่างกายของเรามีโอกาสเปลี่ยนไขมันมาใช้เป็นพลังงาน โดยปกติแล้วการออกกำลังกาย 15 แรก ร่างกายของเราจะใช้พลังงานจากตับ 15 นาทีถัดมาแป้งจะถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานเพื่อนำมาใช้ จากนั้นพลังงานสำรองของร่างกายเราที่เก็บในรูปไขมันถึงจะถูกนำออกมาใช้นะคะ

รับประทานอาหารที่ดี

อาหารที่ดีจะต้องพร้อมไปด้วยสารอาหารที่ครบหมวดหมู่และควรหลีกเลี่ยงน้ำตาลและไขมันด้วยนะคะ และไม่ต้องกลัวว่าน้ำตาลหรือไขมันที่เราได้รับจะไม่เพียงพอนะคะ เพราะน้ำตาลและไขมันนั้นแฝงมากับอาหารอื่นมากมายเลย

อารมณ์

อารมณ์เป็นสิ่งที่ส่งผลกับสุขภาพของเราได้มากเลยนะคะ และอารมณ์ที่ส่งผลเสียให้กับร่างกายของเราที่เห็นกันได้ชัดเจนก็อารมณ์เครียดนี่เองค่ะ ซึ่งเราจำเป็นต้องจัดการอารมณ์เครียดนี้ให้ได้ ซึ่งหากเราจัดการอารมณ์เครียดได้ เราก็สามารถใช้ประโยชน์จากความเครียดได้เช่นกันค่ะ และยังไม่ก่อให้เกิดผลเสียกับร่างกายด้วย

หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

เครื่องดื่มแอลกอฮอล์สามารถทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงได้เพราะว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เต็มไปด้วยคาร์โบไฮเดรตพร้อมที่จะเปลี่ยนเป็นน้ำตาลและให้พลังงานที่สูงมากด้วยนะคะ

หลีกเลี่ยงบุหรี่

การหลีกเลี่ยงบุหรี่นี้ไม่ใช่แค่เราไม่สูบบุหรี่นะคะ หมายถึงให้เราหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีการสูบบุหรี่ด้วยค่ะ เพราะถึงเราจะไม่ได้สูบเองแต่อยู่ในพื้นที่สูบบุหรี่ ก็ไม่ต่างอะไรกับการสูบบุหรี่เองเลยค่ะ

เครื่องปรุงที่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้

วัตถุดิบในนี้จะเน้นเกี่ยวกับการลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวานโดยเฉพาะเลยนะคะ สำหรับผู้ที่เป็นเบาหวานแล้วก็สามารถนำไปใช้ได้เลยค่ะ

ขมิ้นชัน

ขมิ้นชันจะมีสารเคอคูมินที่สามารถช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ และยังสามารถป้องกันการอักเสบได้ด้วย ซึ่งการใช้สารเคอร์คูมินสำหรับลดการอักเสบเรื้อรังหากต้องการความเร่งด่วนจำเป็นจะต้องใช้สารสะกัดที่มีปริมาณ 1,500 มิลลิกรัม ซึ่งจะทำให้เรามั่นใจได้ว่าเป็นปริมาณที่สามารถต้านการอักเสบได้

ส่วนในเมนูอาหารไทยแพลนต์เบสต้านอักเสบก็จะมีเมนูแกงเหลืองที่มีขมิ้นผสมอยู่ในเครื่องแกงช่วยต้านการอักเสบเรื้อรังให้กับร่างกายของเราด้วยค่ะ

อบเชย

อบเชยหรือชิเนม่อนจะมีสาร MHCP ซึ่งเป็นสารที่ออกฤทธิ์คล้ายกับอินซูลินที่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ โดยการรับประทานให้มีฤทธิ์ทางยาควรรับประทานวันละ 1 – 3 กรัม ก็จะสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้

พริก

พริกที่เป็นวัตถุดิบของอาหารไทยหลายเมนูนี้ก็สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีเลยค่ะ ควรรับประทานประมาณ 5 กรัมต่อวัน โดยสารแคปไซซินภายในพริกสามารถช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ค่ะ

นอกจากสามวัตถุดิบหลักนี้ก็ยังมีใบหม่อน มะระ มะรุม ที่สามารถออกฤทธิ์ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้เช่นกันค่ะ แต่หากรับประทานมะรุมต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานติดต่อกันก็สามารถส่งผลเสียต่อตับได้เช่นกันค่ะ


หากยังมีโอกาสเลือกก็ไม่ควรใช้ชีวิตที่เสี่ยงให้เกิดโรคเบาหวานเลยนะคะ เพราะโรคนี้เป็นโรคเรื้อรังที่แทบจะไม่มีโอกาสรักสาหายได้เลย ทางที่ดีที่สุดคือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตไม่ให้เกิดโรคนี้ ส่วนคนที่เป็นแล้วก็ยังไม่สายนะคะ เราสามารถปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตให้มีสุขภาพดีได้ค่ะ

นางสาวไทยปี 2541 จบปริญญาเอกสาขาวิทยาศาสตร์การชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ จากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง รวมถึงสอบผ่านมาตรฐานผู้มีวิชาชีพด้านสุขภาพวิทยาศาสตร์ชะลอวัยจาก American Board Anti-Aging Health Practitioner สถาบัน A4M และปัจจุบันกำลังศึกษาต่อปริญญาเอกด้าน Anti Aging and Regenerative Science ที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
ติดตามความเห็น
รูปแบบการแจ้งเตือน
guest
0 Comments
Inline Feedbacks
View all comments